Page 38 - 21908
P. 38

ร่างรายงาน องค์กรอิสระกับการสร้างประชาธิปไตยที่ตรวจสอบได้: ศึกษากรณีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ   2-22



                       ปฏิบัติที่เป็นไปตามการเสนอแนะ อาจจะส่งผลกระทบต่ออ านาจหน้าที่ (authority) ความน่าเชื่อถือ ซึ่งเป็น

                       ประเด็นในเชิงหลักการน่าจะมีประเด็นในเชิงปฏิบัติว่า มีข้อพิจารณาอย่างไรในเรื่องของเชิงปฏิบัติหรือมี
                       ข้อคิดเห็นอย่างไร


                              2.4.2 การเมืองบนความขัดแย้ง กรรมการสิทธิมนุษยชนบนทางตัน (โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อ

                       กฎหมายประชาชน, 2562)

                              คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่ถูกออกแบบให้เป็น "องค์กร

                       อิสระ" ท าหน้าที่ตรวจสอบการท างานของรัฐบาล การใช้อ านาจรัฐ และการออกกฎหมายที่ละเมิดสิทธิของ
                       ประชาชน กสม. เริ่มตั้งขึ้นครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญ 2540 มีกรรมการมาแล้ว 3 ชุด และต้องเผชิญหน้ากับความ

                       ยากล าบากในการท างานมาตลอด เมื่อหน้าที่หลัก คือ การตรวจสอบรัฐ ถึงขั้นเคยมีความพยายามยุบรวม
                       องค์กรนี้ในยุค คสช. ขณะที่สถานการณ์การเมืองตลอดเกือบยี่สิบปีนี้ก็เต็มไปด้วยความขัดแย้ง และมีความ

                       พยายามจากรัฐบาลทุกชุดที่จะเข้าแทรกแซงองค์กรตรวจสอบไม่ให้เป็นอิสระได้จริง และเมื่อต้นปี 2559

                       คณะกรรมการประสานงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (International Coordinating Committee on
                       National Human Rights Institutions: ICC) "ลดเกรด" กสม. ไทยจากสถานะ A เป็น B อย่างเป็นทางการ

                       สาเหตุส่วนใหญ่เป็นเรื่องโครงสร้างในกฎหมาย เช่น กระบวนการสรรหากรรมการขาดการมีส่วนร่วม ไม่มีกลไก
                       ป้องกันการแทรกแซงความเป็นอิสระ กสม. ไม่ได้ตอบสนองต่อการละเมิดสิทธิอย่างทันท่วงที ทั้งในเหตุการณ์

                       สลายการชุมนุมปี 2553 การชุมนุมของ กปปส. ปี 2556 รวมถึงสถานการณ์ที่มีการรัฐประหาร


                              กสม. ชุดที่สาม เริ่มท างานได้ยังไม่ถึงสองปีเต็ม เมื่อรัฐธรรมนูญ 2560 มีผลบังคับใช้ก็มอบอ านาจให้กับ
                       คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จัดท ากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับ และน ามาสู่การประกาศใช้

                       พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฉบับใหม่เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2560 และกฎหมายใหม่ก็
                       สั่งไว้ในบทเฉพาะการให้ "เซ็ตซีโร่" คือ ให้กรรมการชุดที่สามทั้งเจ็ดคนพ้นจากต าแหน่ง และเริ่มกระบวนการหา

                       คนใหม่ ช่วงเวลาก่อนที่กฎหมายใหม่จะผ่านการพิจารณานั้น วัส ติงสมิตร ประธาน กสม. ชุดที่สามเคยออกโรง

                       ตอบโต้กับผู้ร่างกฎหมายอย่างเต็มที่ เรียกได้ว่ามีบทบาทในทางสาธารณะมากที่สุดตั้งแต่เข้ารับต าแหน่ง และ
                       โดดเด่นกว่าการคัดค้านการละเมิดสิทธิของประชาชนครั้งไหน ๆ โดยวัสโต้แย้งว่า การ "เซ็ตซีโร่" นั้น ไม่มี

                       เหตุผลเพียงพอ และไม่เป็นธรรมแก่ประธานและกรรมการ กสม. นอกจากนี้ วัส พร้อมด้วยกรรมการอีกสองคน
                       คือ ฉัตรสุดา และประกายรัตน์ ร่วมกันยื่นค าร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า การสรรหา กสม. ชุดใหม่มา

                       แทนที่พวกเขานั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่ศาลรัฐธรรมนูญมีค าสั่งไม่รับค าร้อง เพราะเห็นว่าการ "เซ็ตซีโร่" ไม่ได้

                       เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพ และทั้งสามคนไม่มีสิทธิในการยื่นค าร้องให้วินิจฉัย

                              ภายใต้กระบวนการสรรหาตามกฎหมายใหม่ ที่ประชุมคณะกรรมการสรรหาที่มีชีพ จุลมนต์ ประธาน

                       ศาลฎีกา เป็นประธาน เปิดเผยรายชื่อว่าที่ฯ กสม. ชุดที่สี่ เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2561 ปรากฏว่า ในรายชื่อ 7
                       คน สามารถแบ่งได้เป็นสองกลุ่ม คือ ข้าราชการเก่าสองคน ได้แก่ ปิติกาญจน์ สิทธิเดช อดีตอธิบดีกรมคุ้มครอง

                       สิทธิและเสรีภาพ และพรประไพ กาญจนรินทร์ อดีตเอกอัครราชทูต และเอ็นจีโอห้าคน ได้แก่ ไพโรจน์ พล
   33   34   35   36   37   38   39   40   41   42   43