Page 40 - 21908
P. 40
ร่างรายงาน องค์กรอิสระกับการสร้างประชาธิปไตยที่ตรวจสอบได้: ศึกษากรณีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 2-24
ออกกฎหมายใหม่เพื่อ "เซ็ตซีโร่" โดยวัส เคลื่อนไหวร่วมกับกรรมการอีกสองคน คือ ฉัตรสุดา และประกายรัตน์
ซึ่งทั้งสามคนเป็นอดีตผู้พิพากษาเหมือนกัน ส่วนกรรมการคนอื่นไม่ได้ร่วมด้วย
31 กรกฎาคม 2562 อังคณา (นีละไพจิตร) และเตือนใจ (ดีเทศน์) กสม. อีกสองคนตัดสินใจลาออก
จากต าแหน่ง โดยอังคณาโพสต์เฟซบุ๊กว่า "โดยเหตุผลส่วนตัวเห็นว่าบรรยากาศการท างานไม่เอื้อให้เกิดการ
ท างานอย่างสร้างสรรค์ อาจท าให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในการปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นระบบ
และเฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์สิทธิมนุษยชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ" อังคณา ยังให้สัมภาษณ์กับเวิร์คพ็อยต์
ด้วยว่า "ความรู้สึกอึดอัดในการท างานเกิดขึ้นมานานแล้ว แต่ช่วงหลังมากขึ้น ถูกร้องเรียนเยอะ แล้วเวลามีการ
ร้องเรียนเรา กรรมการบางคนก็เห็นว่าน่าจะส่งเรื่องเราให้ ป.ป.ช. อย่างเดียว ทั้งที่เราไม่ได้ท าอะไรผิด เราก็รู้สึก
เบื่อเหมือนกัน กรรมการบางคนว่าเราเป็น “สายล่อฟ้าประจ ากสม.” อีกทั้งเวลามีคนติดต่อมา ร้องเรียน หรือ
สื่อมาขอข้อมูลเราไม่เคยปฏิเสธ ยินดีจะให้เท่าที่ให้ได้ เพราะบางเรื่องเป็นประโยชน์สาธารณะ ซึ่งคุณเตือนใจก็
มีเหตุผลในการลาออกคล้ายๆ กันนี้ ส่วนที่มีข่าวระบุถึงความอึดอัดนั้นเกี่ยวข้องกับ นายวัส ติงสมิตร ประธาน
กสม. อังคณา ยืนยันว่า ไม่ได้พูดเลย"
จากกระแสข่าวที่ว่า อังคณาไม่พอใจที่วัส (ประธาน กสม.) รวบอ านาจและห้ามกรรมการแต่ละคนรับ
เรื่องร้องเรียนเองนั้น อังคณาอธิบายว่า ไม่เป็นความจริง สิ่งที่เกิดขึ้นจริง คือ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ส านักงาน
พยายามท างานโดยข้ามหัวกรรมการ ในระเบียบที่ออกมาเมื่อปี 2561 ก็เน้นการท างานโดยเจ้าหน้าที่มากกว่า
กรรมการ และมีการตั้งคณะท างานขึ้นมาหนึ่งชุด ประกอบด้วย วัส, เลขาธิการ กสม. และเจ้าหน้าที่จ านวนหนึ่ง
เพื่อพิจารณาเรื่องร้องเรียนว่า อยู่ในอ านาจหน้าที่ของ กสม. หรือไม่ ผลที่เกิดขึ้น คือ ไม่ว่ากรรมการคนใดรับ
เรื่องร้องเรียนมาก็จะต้องส่งให้คณะท างานชุดนี้พิจารณาก่อน และมีหลายเรื่องที่คณะท างานชุดนี้สั่ง "ไม่รับ"
เพราะเห็นว่า ควรส่งให้หน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกร้องเรียนเป็นผู้พิจารณาก่อน ท าให้ กสม. ไม่ได้
ท าหน้าที่ตรวจสอบที่ควรจะต้องท า ซึ่งหลังจากอังคณากับเตือนใจลาออกพร้อมกัน ท าให้กรรมการของ กสม.
ชุดที่สาม เหลือเพียงสามคนจากเจ็ดคน คือ วัส, ฉัตรสุดา และประกายรัตน์ ซึ่งน้อยกว่าครึ่งหนึ่ง ท าให้ กสม.
ประชุมกันเพื่อลงมติในเรื่องใด ๆ ไม่ได้ ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มาตรา 23
ขณะที่ทั้งสองคนลาออกนั้นการสรรหากรรมการชุดใหม่ยังไม่ส าเร็จลุล่วง ยังอยู่เพียงขั้นตอนการเตรียม
สัมภาษณ์ผู้สมัครชุดใหม่และเปิดให้ประชาชนส่งข้อมูลเข้ามาคัดค้าน และเมื่อกรรมการชุดเดิมก็เหลือจ านวนไม่
ครบ กสม. ชุดที่สาม จึงเดินมาถึง "ทางตัน" จะอยู่รักษาการท าหน้าที่คุ้มครองสิทธิของประชาชนต่อไปก็ไม่ได้
เพราะกฎหมายไม่เปิดช่องให้ และยังไม่มีความสง่างามเนื่องจากกรรมการที่เหลืออยู่ก็อยู่ในสถานะที่ "พ้นจาก
ต าแหน่ง" ไปแล้ว เพียงรักษาการรอชุดใหม่เข้ามารับหน้าที่เท่านั้น หลังทราบข่าวการลาออกของกรรมการสอง
คน วัสและประกายรัตน์ รีบจัดแถลงข่าวร่วมกันทันที โดยอธิบายสถานะข้างหน้าว่า ได้ยกเลิกการประชุมที่นัด
ไว้ในวันนั้นแล้วเนื่องจากกรรมการเหลือไม่ถึงกึ่งหนึ่ง โดยวัสยอมรับว่า การท างานภายใต้กติกาของรัฐธรรมนูญ
2560 นั้นยากล าบากเพราะผู้ร่างกฎหมายได้ให้อ านาจ กสม. มากเกินกว่าที่พึงกระท า เป็นเรื่องธรรมดาของการ
ท างานขององค์กรกลุ่มที่ย่อมมีความเห็นที่ไม่ตรงกันแต่ทุกคนต้องเคารพเหตุผลซึ่งกันและกัน ทุกคนต้องปฏิบัติ

