Page 339 - kpi17968
P. 339
328
นัยความหมายของลักษณะแรกเกิดขึ้นในเงื่อนไขที่ในทางปรัชญาการเมือง
ตะวันตก “สำนักสัญญาประชาคม” เรียกว่า “สภาวะธรรมชาติ” ที่มนุษย์มีสิทธิ
เสรีภาพตามธรรมชาติ ดำเนินชีวิตอยู่อย่างตัวใครตัวมัน ยังไม่มีกฎกติกาใดๆ
และจากเงื่อนไขดังกล่าวนี้เองที่ทำให้ “สภาวะธรรมชาติ” ได้กลายเป็น “สภาวะ
สงคราม” จนทำให้มนุษย์ต้องหาทางยุติสภาวะดังกล่าวโดยสถาปนาสังคม
การเมืองหรือรัฐขึ้น อันทำให้เกิดกฎเกณฑ์กติกาในการอยู่ร่วมกันในสังคม
การเมืองอย่างสันติได้ และเมื่อมีกฎเกณฑ์กติกาบังคับใช้เพื่อให้มนุษย์รอดตาย
จากสภาวะสงคราม มนุษย์ที่กลายเป็นสมาชิกของสังคมการเมืองหรือพลเมืองก็จะ
พัฒนาไปสู่การใช้ปัญญาและเหตุผลในการหาหลักการในการวางกรอบในการออก
กฎหมายไม่ให้เป็นเกิดการออกกฎหมายตามอำเภอใจของผู้มีอำนาจ ไม่ว่าผู้มี
อำนาจนั้นจะเป็นคนๆ เดียว กลุ่มคนหรือแม้แต่มหาชนเองก็ตาม และนอกจาก
จะหาหลักการที่จะตีกรอบไม่ให้เกิดการออกฎหมายตามอำเภอใจของผู้มีอำนาจ
แล้ว สมาชิกของสังคมการเมืองก็ยังมุ่งหาหลักการที่เป็นธรรมในการออกกฎหมาย
ด้วย หลักการที่เป็นธรรมที่ว่านี้ก็ปรากฏให้เห็นในปรัชญาการเมืองสำนักต่างๆ
ที่กล่าวมาข้างต้นและให้ความหมายต่อประเด็น “ความยุติธรรม”
นัยความหมายของลักษณะที่สอง เห็นว่า ตั้งแต่แรกเริ่มหรือโดยธรรมชาติ
มนุษย์รู้จักใช้สติปัญญาและเหตุผล ดังนั้น มนุษย์สามารถอยู่ร่วมกันได้ภายใต้
กฎธรรมชาติ แต่กระนั้น การละเมิดกันและกันย่อมอาจเกิดขึ้นได้ และการพิทักษ์
สิทธิ์และการต่อสู้เอาคืนเพื่อความยุติธรรมยังไม่มีกติการ่วมกัน ความยุติธรรมจึง
ดำรงอยู่ในลักษณะของ “ผลประโยชน์ของผู้ที่แข็งแรงกว่าในลักษณะใดลักษณะ
หนึ่ง” มนุษย์จึงต้องการหากฎกติกาหรือมาตรฐานความยุติธรรมร่วมกันเพื่อ
คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นหรือดีกว่าที่เป็นอยู่เดิม กฎกติกาที่เกิดขึ้นนี้จึงจะต้องไม่ใช่
กฎกติกาที่มาจากอำเภอใจของผู้ที่แข็งแรงกว่าหรือเป็นไปเพื่อประโยชน์ของใคร
หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง มิฉะนั้นแล้ว มนุษย์ในนัยความหมายที่สองนี้จะไม่ยอม
เคารพกฎกติกาที่เกิดขึ้น หากกฎกติกานั้นไม่เป็นธรรม
อย่างไรก็ตาม ประเด็นพื้นฐานสำคัญที่ควรพิจารณาคือ ปัจจัยอะไรบ้างที่
ทำให้คนเคารพเชื่อฟังกฎหมาย หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ปัจจัยอะไรที่จะทำให้เกิด
“นิติธรรม” ในระดับแรก นั่นคือ “หลักการที่บุคคลทุกคนและทุกภาคส่วนของ
สังคมจะต้องอยู่ภายใต้กติกากฎหมาย”
การประชุมกลุมยอยที่ 2