Page 13 - b29255_fulltext
P. 13

2
               เท่านั้นที่ปกครองด้วยระบอบสาธารณรัฐ ในขณะที่ประเทศอื่นยังปกครองโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
               สภาวการณ์ดังกล่าวจะเปลี่ยนไปเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 สงครามที่ยืดเยื้อเป็นเวลา 4 ปี สร้างความเสียหายแก่

               ประเทศต่างๆ รวมถึงปัญหาเศรษฐกิจตกต่ าและกระทบต่อชีวิตของพลเมืองอย่างรุนแรง ในเวลาต่อมาได้เกิดการ
               ปฏิวัติในรัสเซีย (February Revolution) ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1917 ซึ่งน ามาสู่การล่มสลายของการปกครอง
               ในระบอบกษัตริย์และการสิ้นสุดของราชวงศ์โรมานอฟ (Romanov) ต่อมาเกิดการปฏิวัติเดือนตุลาคม (October
               Revolution) ในปีเดียวกันซึ่งน ามาสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบคอมมิวนิสต์และการสถาปนา

               ประเทศสหภาพโซเวียต และจากปรากฎการณ์ดังกล่าวได้สร้างแรงบันดาลใจให้กลุ่มการเมืองฝ่ายซ้ายโดยเฉพาะ
                                    3
               ชนชั้นกรรมาชีพที่ออกมา
               เคลื่อนไหวอย่างชัดเจน
                       เดวิด แคนนาดีน (Sir David Cannadine,) นักเขียนและนักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษที่เชี่ยวชาญ

               ประวัติศาสตร์อังกฤษสมัยใหม่ กล่าวในหนังสือชื่อ “The Decline and Fall of the British Aristocracy” (ค.ศ.
               1999) ว่าสงครามได้สร้างผลกระทบต่อสถานะของชนชั้นสูงและเป็นสาเหตุที่ท าให้อ านาจที่ชนชั้นน าเคยกุมไว้อย่าง
               มั่นคงต้องถูกสั่นคลอน ความสูญเสียชีวิตประชาชนระหว่างสงครามจากการที่ชนชั้นสูงต้องเป็นผู้น าในการรบ
               กอปรกับการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องของชนชั้นแรงงานและกลุ่มการเมืองฝ่ายซ้าย เพื่อเรียกร้องการปฏิรูปจากชน

                                                         4
               ชั้นปกครองได้เปลี่ยนโลกตะวันตกไปอย่างสิ้นเชิง  สงครามโลกครั้งที่ 1 จึงเป็นจุดสิ้นสุดของยุคทอง (La Belle
               Époque) ในยุโรปและน าไปสู่สังคมยุคใหม่ที่ระบบและระเบียบไม่ได้ถูกก าหนดโดยชนชั้นปกครองแต่เพียงฝ่าย
               เดียวอีกต่อไป

                       โลกตะวันตกก่อน ค.ศ. 1914 ได้ก าหนดให้สตรีมีสถานะทางสังคมเป็นรองบุรุษ ค่านิยมชายเป็นใหญ่ถูก
               สะท้อนผ่านกฎหมายและกฎระเบียบทางสังคมที่ก าหนดให้เพศชายเป็นผู้น า ในขณะที่สตรีมีสถานะด้อยกว่าบุรุษ
               ทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน ได้แก่ ประเทศฝรั่งเศสในรัชสมัยพระเจ้า
               จักรพรรดินโปเลียนที่ 1 (Napoleon I, 1804–1815) ได้ออกประมวลกฎหมายนโปเลียน (Napoleonic Code)
               ค.ศ. 1804 ซึ่งมีใจความหนึ่งถึงบทบาทสตรีว่า ผู้หญิงมีสถานะเป็นผู้ใต้ปกครองของผู้ชาย (บิดาและสามี) ไม่มีสิทธิ

               ทางการเมืองและสิทธิในฐานะพลเมือง ทั้งยังไม่มีสิทธิประกอบอาชีพหากไม่ได้รับการยินยอมจากผู้เป็นบิดาหรือ
                   5
               สามี  ในขณะเดียวกันพื้นที่ทางการเมืองและทางสังคมของยุโรปโดยรวมก็ยังสงวนไว้ส าหรับผู้ชาย แม้ว่าในเวลา
               ต่อมา แม้อังกฤษจะมีพระมหากษัตริย์เป็นสตรี เช่นในรัชสมัยสมเด็จพระราชินีอลิซเบท (Queen Elizabth I ) ซึ่ง

               เป็นสตรีองค์แรก  ตามด้วย พระราชินีแอนน์ ( Queen Anne) และพระราชินีวิกตอเรีย (Queen Victoria, 1837–
               1901) ที่มีความโดดเด่นก็ตาม แต่สังคมยังคงจ ากัดพื้นที่ของ “สตรีในอุดมคติ” ซึ่งส่วนใหญ่คือสตรีที่มีฐานะมั่งคั่ง
               ไว้แต่ในเคหสถานเท่านั้น ยกเว้นสตรีที่มีฐานะยากจนซึ่งสังคม “อนุญาต” ให้มีพื้นที่นอกบ้านได้ แต่ “พื้นที่” ของ




                       2  Felix Gilbert, The End of the European Era, 1890 to the Present .(New York: W. W. Norton, 1971),
               p.2–7.
                       3  Raymond J Sontag, A Broken World, 1919-1939 (New York: Harper & Row, 1972), p.172–173.
                       4  David Cannadine, The Decline and Fall of the British Aristocracy. (New York: Vintage Books, 1999),p.
               37.
                       5  ประมวลกฎหมายนโปเลียน ก าหนดให้ผู้ชายทุกคนในฝรั่งเศสมีความเสมอภาคกันในทางกฎหมาย ทั้งยังยกสถานะของ
               ผู้ชายในฐานะผู้ปกครองและผู้ดูแลครอบครัวให้สูงยิ่งขึ้น


                                                             12
   8   9   10   11   12   13   14   15   16   17   18