Page 56 - 21908
P. 56

ร่างรายงาน องค์กรอิสระกับการสร้างประชาธิปไตยที่ตรวจสอบได้: ศึกษากรณีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ   3-4




                       3.2 เครื่องมือวิจัย
                              ในการด าเนินการเก็บข้อมูลปฐมภูมิ ผู้วิจัยก าหนดประเด็นค าถามไว้เป็นลักษณะกึ่งโครงสร้างที่มีทั้ง
                       ประเด็นหลักและประเด็นย่อยเพื่อให้มีความยืดหยุ่นและให้ได้ข้อมูลตามวัตถุประสงค์การวิจัย โดยประเด็น

                       ค าถาม ประกอบด้วย

                              (1) จากประสบการณ์ที่ท่านท างานหรือได้เคยไปร้องเรียน หรือว่าเคยพบเห็นปัญหาสิทธิมนุษยชนใน
                       พื้นที่นั้น มีเรื่องใดบ้าง

                              (2) การวางหลักการใหม่ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และกฎหมายที่
                       เกี่ยวข้องกับการเข้าสู่อ านาจ โครงสร้าง การปฏิบัติหน้าที่ และการตรวจสอบการใช้อ านาจรัฐของ

                       คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มีความเหมาะสมหรือไม่ อย่างไร
                              (3) กลไกการปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและสิทธิมนุษยชนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

                       และผลกระทบของบทบัญญัติต่าง ๆ เกี่ยวกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มีความเหมาะสมหรือไม่

                       อย่างไร
                              (4) สภาพการด าเนินงานปัจจุบันในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติตาม

                       รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการ

                       สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ.2560 เป็นอย่างไร
                              (5) ข้อเสนอและแนวทางการพัฒนาการท างานโดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ให้มี

                       ประสิทธิภาพในการปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและสิทธิมนุษยชน ควรเป็นอย่างไร



                        3.3 วิธีวิเคราะห์ข้อมูล
                              การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ประกอบด้วย 1) ข้อมูลเอกสารใช้การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการตีความ
                       เชิงพรรณนาข้อมูล เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการน ามาวิเคราะห์เชื่อมโยงประกอบกับข้อมูลที่ได้จากการวิจัย

                       ภาคสนาม และ 2) ข้อมูลจากการสนทนากลุ่ม ผู้วิจัยถอดเทปบันทึกการประชุมกลุ่มย่อยจากพื้นที่กรณีศึกษา

                       ต่างๆ ตามที่กล่าวไว้ในข้อ 3.1 จากนั้นน าข้อมูลจากการถอดเทปมาวิเคราะห์เนื้อหา ด้วยวิธีการของ Glaser
                       และ Strauss (1967 อ้างถึงใน ขจรศักดิ์ บัวระพันธ์, 2554) ที่เรียกว่า “Constant Comparative Method”

                       ซึ่งเป็นวิธีวิเคราะห์ข้อมูลที่กระท าพร้อมๆ กับขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูล สรุปเป็น 3 กระบวนการย่อย คือ
                       1) เปรียบเทียบข้อมูลที่ได้ โดยใช้หลักความเหมือนหรือความคล้าย แล้วจัดเป็นหมวดหมู่ต่างๆ 2) เมื่อได้รับ

                       ข้อมูลใหม่ ข้อมูลดังกล่าวจะถูกเปรียบเทียบกับข้อมูลที่มีอยู่ในหมวดหมู่เดิม แล้วจัดลงในหมวดหมู่ต่างๆ หากมี
                       ข้อมูลส่วนที่ไม่สามารถจัดเข้ากับหมวดหมู่ใดได้ ก็จะสร้างหมวดหมู่ขึ้นใหม่ เพื่อรองรับข้อมูลนั้นๆ และ 3)

                       พิจารณารูปแบบความสัมพันธ์ของข้อมูลในหมวดหมู่ต่างๆ เพื่อสร้างเป็นค าอธิบายปรากฏการณ์ที่ศึกษา

                       ส าหรับวิธีการสร้างข้อสรุป ใช้วิธีการแบบอุปนัย (Analytic induction) โดยเป็นการน าข้อมูลเชิงรูปธรรมย่อย
                       ตั้งแต่ 2 ชุดขึ้นไป มาพิจารณาและวิเคราะห์ลักษณะร่วมกันของข้อมูล เพื่อสร้างข้อสรุปเป็นเชิงนามธรรมซึ่ง

                       ครอบคลุมข้อเท็จจริงส่วนย่อยมากขึ้น (สุภางค์ จันทวานิช, 2542 และ รัตนะ บัวสนธ์, 2556)
   51   52   53   54   55   56   57   58   59   60   61