Page 386 - kpi17968
P. 386
375
ในปี 2556 นั้น ศาลรัฐธรรมนูญได้จับเอาหลักนิติธรรมมาเป็นหลักในการวินิจฉัยว่า
ถ้าดูตามหลักนิติธรรมแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจมีอำนาจแม้กระทั่ง
รัฐธรรมนูญฉบับล่าสุด (พ.ศ. 2558) ก็มีการยอมรับหลักนิติธรรมโดยการ
เพิ่มเติมในบทบัญญัติการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าให้ส่งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม
ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ตรวจสอบให้ชัดเจนจะได้ไม่โต้เถียงกันต่อไปในอนาคต
ในทางกฎหมาย หลักนิติธรรมได้รับการยอมรับว่ามีอยู่ในประเทศไทย
มาอย่างยาวนาน แต่ยังไม่มีตัวบทใดใช้คำว่าหลักนิติธรรม หากแต่เป็นการสอน
กันในวงการกฎหมาย คำว่า “หลักนิติธรรม” หรือ Rule of Law กำเนิดมาจาก
ประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายจารีตประเพณี (Common Law) แต่นักกฎหมายไทย
ส่วนใหญ่สำเร็จการศึกษาทางกฎหมายจากประเทศภาคพื้นยุโรป ถ้อยคำอีกหนึ่ง
คำที่มีการใช้คู่กับคำว่าหลักนิติธรรม คือคำว่า หลักนิติรัฐ (Rechtsstaat หรือ
Etat de droit หรือ Legal State) นิติธรรมกับนิติรัฐจึงใช้คู่กันมายาวนาน
ในประวัติศาสตร์กฎหมายของประเทศไทย นอกจากนี้ ยังมีอีกคำหนึ่งที่มีการ
กล่าวถึง คือ คำว่า “นิติกระบวน” หรือ due process of law
หากศึกษาถ้อยคำในรัฐธรรมนูญจะพบว่าหลักนิติธรรม เริ่มปรากฏอยู่ใน
รัฐธรรมนูญอย่างชัดเจนมากขึ้น หนักแน่นมากขึ้นเมื่อมีการยกร่างรัฐธรรมนูญฯ
ปี 2550 และได้มีการบัญญัติไว้ในมาตรา 3 วรรค 2 ให้ทุกองค์กรที่ใช้อำนาจรัฐ
ต้องเคารพหลักนิติธรรม และสิ่งที่น่าสนใจคือ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุด (พ.ศ.
2558) มีความพยายามในการให้ความหมายของคำว่า หลักนิติธรรมไว้ โดย
กำหนดเป็นขอบเขตไว้ชัดเจนว่า หลักนิติธรรม เป็นหลักรากฐานของรัฐธรรมนูญ
ประกอบด้วยหลักความสูงสุดของรัฐธรรมนูญ และการยึดถือกฎหมายเหนือ
อำเภอใจ ซึ่งโดยปกติแล้ว คำว่า “อำเภอใจ” ใช้ในการสอนหนังสือว่า การใช้
อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐ เจ้าหน้าที่รัฐชอบไปประจำอยู่ในอำเภอใดมากที่สุด
นักศึกษาก็จะตอบว่า อยากไปอยู่ที่อำเภอใจ เพราะเป็นอำเภอที่เจ้าหน้าที่ของรัฐ
จะใช้อำนาจอย่างไรก็ได้ แต่คำว่าอำเภอใจ เป็นคำที่หลักนิติธรรม หลักนิติรัฐ
หลักนิติกระบวนไม่ต้องการให้เกิด เพราะการใช้อำนาจรัฐนั้นต้องอ้างอิงบัญญัติ
แห่งกฎหมาย กฎหมายเป็นรากฐานที่มาของอำนาจ ขณะเดียวกันก็เป็นขอบเขต
การใช้อำนาจ แต่ปรากฏว่าในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นก็มีคำว่า อำเภอใจ ถ้าหาก
การประชุมกลุมยอยที่ 3