Page 369 - kpi17968
P. 369
358
โดยรวมทั้งหมดไม่ได้ ซึ่งการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบฯ นี้ เป็นจุดเริ่มต้นที่
ทำให้ฝ่ายที่ถูกตรวจสอบและสังคมโดยรวมรู้สึกว่าเป็น “ความยุติธรรมของผู้ชนะ”
หากปล่อยทิ้งไว้มีแต่จะทำให้ปัญหาความขัดแย้งทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น และอาจ
ทำให้เกิดเป็นข้อขัดแย้งใหม่ขึ้นมาอีก กระบวนการสร้างความปรองดองในสังคม
ไทยจึงไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จได้ หากไม่มีการแก้ไขอุปสรรคสำคัญในเรื่องนี้ให้
หมดสิ้นไปเสียก่อน
ประเด็นที่นำไปสู่ความขัดแย้งจากการที่องค์กรอิสระตุลาการ องค์กรอิสระ
และองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ได้ถูกนำมาใช้เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองและ
ทำลายฝ่ายตรงข้าม และ ซึ่งเป็นที่กังขาถึงความชอบธรรมขององค์กรตุลาการ
องค์กรอิสระ และองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองจาก
ฝ่ายต่างๆ (สถาบันพระปกเกล้า, 2555: 137-139)
นอกจากนี้ การตั้งข้อกล่าวหาที่รุนแรงเกินจริงของผู้ที่มีอำนาจรัฐต่อ
ผู้ต่อต้าน นับตั้งแต่เหตุการณ์การชุมนุม พ.ศ.2548 พ.ศ.2551 และ พ.ศ.2553
เป็นการสร้างความคับข้องใจต่อคนส่วนหนึ่งในสังคมว่าไม่ได้รับความยุติธรรม
อันนำไปสู่ความเกลียดชังและความก้าวร้าวรุนแรงมากขึ้น
หลังการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม พ.ศ.2557 โดยคณะรักษาความสงบ
แห่งชาติ (คสช.) ดูเสมือนว่าความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นจะยุติลงได้ใน
ทันที แต่ในสภาพความเป็นจริงยังคงเกิดคำถามว่า สังคมไทยอยู่ในภาวะเงียบสงัด
หรือภาวะสงบสันติอย่างยั่งยืน หลายฝ่ายยังคงมีการวิเคราะห์ว่า ความขัดแย้ง
ไม่ได้หายไปไหน ยังคงอยู่กับสังคมไทย เพียงแต่ถูกซุกปิดไว้ใต้พรมและอาจจะมี
การขยายตัวมากขึ้นในลักษณะคลื่นใต้น้ำ จนในที่สุดกลายเป็นความขัดแย้งที่นำไป
สู่การใช้ความรุนแรงมากกว่าในอดีตที่ผ่านมา อันเนื่องมาจากเหตุปัจจัยสำคัญคือ
การใช้อำนาจที่ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งรู้สึกไม่เป็นธรรม ในแง่ของการแสวงหาและรักษา
อำนาจ ตลอดจนผลประโยชน์ของกลุ่มตนบนพื้นฐานของความเชื่อที่แตกต่างกัน
ของระบบการจัดการอำนาจและทรัพยากรในสังคม ซึ่งเป็นปัจจัยที่หล่อเลี้ยงความ
ขัดแย้งให้ดำรงอยู่ ผ่านกระบวนการใช้อำนาจขององค์กรผู้ใช้อำนาจรัฐทั้งกองทัพ
ศาล องค์กรอิสระ และการกำหนดกติกาในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ภายใต้
กระบวนการปฏิรูปประเทศไทย
การประชุมกลุมยอยที่ 3