Page 6 - 21908
P. 6
ความในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และตามมาตรา 8 ของพระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ.2560 โดยควรพิจารณาก าหนดจ านวนและ
คุณสมบัติโดยอิงตามประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนที่เป็นสากล และสอดคล้องกับบริบทและสภาพปัญหาของ
ประเทศไทย และ (3) ควรมีการก าหนดกลไกการท างานในระดับย่อยจากส่วนกลาง เช่น ระบบอนุกรรมการ/
คณะท างานสิทธิมนุษยชนระดับจังหวัด/ภาค ในการพิจารณาประเด็นปัญหาการถูกละเมิดสิทธิของประชาชน
ในระดับพื้นที่ โดย กสม. จะต้องดูแลรับผิดชอบงบประมาณและจัดสรรบุคลากรลงไปร่วมท างานในพื้นที่ด้วย
ในส่วนที่สอง คือ แนวทางการส่งเสริมบทบาทและประสิทธิภาพในการด าเนินงาน ได้แก่ (1) ควรมีการ
ก าหนดให้มีส านักงาน กสม. ระดับจังหวัดหรือภูมิภาคเป็นหน่วยงานของตนเอง มีการจัดสรรงบประมาณและ
เจ้าหน้าที่ประจ าส านักงานอย่างเพียงพอ (2) ต้องมีการคัดเลือกและพัฒนาบุคลากรในการท างานระดับพื้นที่
อย่างเข้าถึงและเข้าใจประชาชน ปรับเปลี่ยนวิธีการท างานแบบข้าราชการ เพื่อท าให้ประชาชนรู้สึกเข้าถึงได้ง่าย
และสามารถเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง (3) ต้องมีการปรับปรุงภาพลักษณ์ของ กสม. ในการท างาน
ที่สะท้อนให้ประชาชนได้เห็นว่า กสม. มีบทบาทส าคัญในการปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างไร และ
สามารถเป็นที่พึงพาของประชาชนได้ ซึ่งต้องเริ่มจากการมีภาวะผู้น าของ กสม. โดยเฉพาะประธาน กสม. ซึ่ง
หากเป็นที่ยอมรับของสังคม หรือมีรูปแบบการท างานที่เข้มแข็งตรงไปตรงมา ก็จะท าให้สังคมยอมรับบทบาท
ของ กสม. (4) ต้องท างานร่วมกับสื่อมวลชน สื่อสังคมออนไลน์ เพื่อเข้ามาช่วยเป็นช่องทางในการให้ความรู้และ
สร้างความตระหนักรู้ด้านการปกป้องสิทธิมนุษยชนและการติดตามหรือเป็นกระบอกเสียงให้กับประชาชนใน
กรณีที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน และ (5) กสม. ต้องมีการน าเสนอผลงานการท าหน้าที่ของตนเองต่อสาธารณะใน
รอบปี มีการแถลงข่าวเป็นระยะ ๆ เมื่อมีกรณีร้ายแรงด้านสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้น และมีการให้ข้อมูลป้อนกลับกับ
ประชาชน โดยเฉพาะในส่วนของส านักงานเลขาธิการ กสม. ต้องเป็นฝ่ายสนับสนุนที่มีความเข้มแข็ง ท างาน
อย่างมืออาชีพ และจริงจัง เพื่อช่วยท าให้ประชาชนเข้าใจกระบวนการท างานของ กสม. มากขึ้น ตลอดจนเป็น
การสร้างความเชื่อมั่นให้กับ กสม. ต่อสาธารณะ
ค าส าคัญ: องค์กรอิสระ; คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ; ประชาธิปไตย

